วันเสาร์, เมษายน ๒๐, ๒๕๕๖

ยังไม่ผ่านการกลัวตาย...

วันนี้ลองนั่งสมาธิครับ เพราะมีเวลาว่าง และคนไม่วุ่นวาย
ไปนั่งที่หน้าโต๊ะหมู่พระในบ้าน อากาศวันนี้ร้อนไปสักหน่อย แต่ก็พอไหว

นั่งไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับเราฝึกวิชามานานล่ะครับ
รู้สึกได้ว่า ไม่หงุดหงิด ไม่กระวนกระวาย ทั้งๆ ที่ใจช่วงนี้สับสนหนัก

พอถึงจุดหนึ่งรู้สึกได้ว่า ลมหายใจเริ่มสั้นลง
สั้นแบบเหมือนหายใจเข้าปิ๊ดนึง ออกปิ๊ดนึง

เคยอ่านเจอว่าให้ทำต่อไป แต่ความที่ลมหายใจสั้นจนน่ากลัว
เลยเสียอาการสมาธิไปแบบรู้สึกได้เลย
ทั้งๆ ที่หายใจสั้น แต่รู้สึกได้ว่าร่างกายไม่มีปัญหาอะไร
ยังรู้สึกปกติ ไม่อึดอัดเหมือนขาดอากาศแต่อย่างใด
เพียงแต่การหายใจมันสั้นจนอดจะฝืนดึงลมให้ยาวขึ้นไม่ได้

สุดท้ายก็ยอมแพ้ ต้องดึงตัวเองออกมา แล้วเลิกทำสมาธิ

ทนไม่ไหวจนต้องมาหาข้อมูลในเน็ต เจอที่นี่

สรุปคือมาถูกทางแล้วล่ะ เพียงแต่กลัวตายเสียก่อน เลยถอนออก
ถ้าทนดูต่อไปสบายๆ ก็คงจะได้สมาธิอย่างที่ตั้งใจไปแล้ว

ก็ตามนั้น รู้ทางแล้ว ไว้จะลองหาโอกาสทำใหม่
ดูสิว่า จะผ่านช่วงกลัวตายไปได้ไหม

วันศุกร์, ธันวาคม ๒๘, ๒๕๕๕

สำรวจตัวเอง ถึง ธันวาคม 2555...

พักหลังมานี้... จะว่านานก็นาน เพราะไม่แน่ชัดในกรอบเวลา
แต่คิดว่านานน่าจะราวปีถึงสองปี

ที่ผมไม่มีพัฒนาการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนักในการภาวนา

ที่รู้สึกได้ชัดคือ สามารถเข้าสู่ภาวะขณิกสมาธิแบบสมถะได้เร็ว
คือวื้บๆ เข้ามานิ่งๆ สงบๆ เบาๆ สบายๆ ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม
บางจังหวะเร็วมาก แบบวางใจไว้แบบที่คุ้นเคย ก็วูบสงบเบาไปเฉยๆ

แต่ก็นั่นแหละ มันก็แค่สมถะ มันก็ทำให้สุขได้แบบชั่วคราว สั้นมากๆ
ผมจึงไม่อยากนับว่ามันดีหรือเป็นการพัฒนาอะไร

แต่ที่รู้สึกแน่ๆ คือสามารถจับเพ่งร่างกายได้ละเอียดมากขึ้น
โดยเฉพาะเท้า ที่ผมว่าถูกจริตมาก

เพราะผมสังเกตตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมเป็นคนถูกจริตกับการเดิน
เดินแล้วจิตสงบง่าย ไม่วอกแวกเหมือนกับเวลาพยายามนั่งเฉยๆ

เลยกลายเป็นว่าพักหลังเห็นร่างกายเดินชัดขึ้นเรื่อยๆ
เห็นแม้กระทั่งนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว ว่าขณะเดินมันงอขึ้นหรือลงยังไง

เห็นร่างกาย ใบหน้า แขนขา ว่าขยับไปทางไหน

ซึ่งแน่นอนว่า มันยังคงอยู่แค่ระดับสมถะภาวนา

ถ้าบอกว่าติด ก็คงติดว่า ยังไม่สามารถยกระดับให้ขึ้นไปเห็นไตรลักษณ์
ซึ่งควรจะเป็นขั้นต่อไป ที่ควรจะทำได้ แต่ก็ยังทำไม่ได้

ถ้าให้เดา ก็คงเป็นเพราะขาดกำลังสมาธิในรูปแบบ
เพราะเป็นคนที่ขี้เกียจนั่งสมาธิมาก สวดมนต์ก็ไม่เอา

อาศัยแต่การสังเกตุดูจิต ดูกาย ตัวเองไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน
แน่ล่ะ ว่าดูไปแบบขี้เกียจๆ ตามจริตนิสัยนั่นเอง

ตอนนี้เลยตั้งเป้าหลวมๆ ไว้ว่า อยากจะลองดูให้เห็นไตรลักษณ์
เห็นการดับของอารมณ์ต่างๆ ให้ได้เสียที
หลังจากเห็นแต่การเกิด แต่ก็ไม่เคยเทียบตอนดับ

พยายามทำให้เป็นธรรมชาติ เพราะกลัวว่าจะเป็นการเพ่งกด

หวังว่าในปีหน้า 2556 จะทำได้ดีขึ้นกว่าทุกวันนี้...

วันอาทิตย์, มิถุนายน ๐๓, ๒๕๕๕

ผงในตา...

บางทีคนที่คิดว่าตัวเองฝึกจิตมาดี พอวันนึง เจอแบบฝึกหัด ตูม สอบตก...
ซึ้งเลยว่าที่เคยคิดว่าดี มันไม่ดีเลย ใช้ไม่ได้เลย...

บางทีปัญหาที่เราสอบผ่านได้ยากที่สุด ก็มาจากสิ่งที่เราเคยชินกับมันมาตั้งแต่เกิด
ความที่มันหมักหมม สั่งสมมาทั้งชีวิต ทำให้ยากที่จะมองเห็นว่ามันเป็นปัญหา
อาจต้องการใครสักคนที่มองเห็น และชี้ให้เราเห็น "นี่ไง"

และวินาทีนั้น มันเหมือน ความมืดมันระเบิดออกเลย โพล่งเลย
รู้เลยตอนนั้นว่า นี่แหละ ปมนิดเดียวที่เราแก้ไม่ออก ตัดไม่ขาดมันคืออะไร

สำหรับผม วันนี้ผมได้คนที่มาชี้บอกแล้ว
เข้าใจเลยว่า วินาทีนั้นมันเป็นยังไง

เหมือนผงที่อยู่ในตาเรา โดนคนมาบอกว่า นี่ไง ผงมันอยู่ตรงนี้ไง
ถึงจะยังเขี่ยมันไม่ออก แต่ก็ทำให้สว่างขึ้นว่า อ๋อ นี่ไงปัญหา เราเห็นมันแล้ว

ต่อไปคือ เราจะจัดการกับมันอย่างไร...

ขอบคุณเหลือเกิน...

วันเสาร์, พฤษภาคม ๒๖, ๒๕๕๕

วัดตัวเอง วันนี้...

ถ้าให้พิจารณา วัดตัวเองว่าฝึกฝนการดูจิตไปถึงไหนแล้ว
นับจากวันแรก น่าจะราวเกิน 5 ปีได้แล้ว ที่เริ่มฝึกแนวดูจิต
ทำไปแบบตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง ลุ่มๆ ดอนๆ เพราะออกแนวขี้เกียจ

ถึงวันนี้ พอจะบอกได้ว่า ตัวเองนั้นรู้จักอารมณ์ต่างๆ ได้เกือบหมดแล้ว
บางทีก็ไม่ได้นั่งระบุแยกแยะหรอก ว่าอารมณ์ตอนนั้นๆ คืออะไร
แต่จะรู้สึกว่า จิตมันไม่เป็นกลาง มันเด้งออกจากความไม่มีอารมณ์ที่จำได้
คราวนี้เลยรู้ง่าย เพราะอะไรที่ไม่ใช่ความเป็นกลาง ก็รู้ว่าไม่เป็นกลาง

จะมีดูยากคือ โมหะ ที่มักจะคลุมอยู่นาน และรู้บ้างไม่รู้บ้าง

รู้สึกว่า พัฒนาการช่วงนี้ไปอย่างช้ามาก เหมือนไม่มีอะไรก้าวหน้า

แต่ก็รู้สึกดีว่า อย่างน้อย มันก็เป็นอัตโนมัติเอามากๆ
เรียกว่า อารมณ์แรงๆ เด้งขึ้นมาเนี่ย ไม่ทันที่มันจะไปไหน มันก็รู้แล้ว
และมันก็ดับลงตรงนั้นเลย... ดับแบบเห็นๆ เร็วมากจริงๆ

รู้เลยว่า ถ้าไม่ให้อาหาร กิเลสมันก็ตาย เหมือนไฟหมดเชื้อ อย่างคำสอนจริงๆ...

พยายามกันต่อไป...